ก่อนร่วมทุน: บริคณห์สนธิ ข้อบังคับ และสัญญาผู้ถือหุ้น — เอกสาร ๓ ชั้นที่ปกป้องคุณตลอดอายุบริษัท

รู้จักเอกสารกำกับบริษัทแต่ละชั้น ว่าต้องจดทะเบียนอะไร เขียนอย่างไร และสิ่งใดที่กฎหมายบังคับ — ก่อนจะสายเกินแก้

📅 มีนาคม 2568 ⏱️ เวลาอ่าน 9 นาที 📂 กฎหมายบริษัท ✍️ โดย เอกสยาม ชัยศร
กฎหมายที่ใช้อ้างอิงในบทความนี้
๑. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา ๑๐๙๖–๑๒๔๗ ว่าด้วยบริษัทจำกัด — กฎหมายแม่บท
๒. คู่มือการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) — ขั้นตอนปฏิบัติ
๓. ประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง พ.ศ. ๒๕๕๘ — หลักเกณฑ์การจดทะเบียน

ทำไมต้องรู้จักเอกสาร ๓ ชั้น?

หลายคนเข้าใจว่าการตั้งบริษัทคือการยื่นเอกสารกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) แล้วก็จบ แต่ในความเป็นจริง บริษัทจำกัดที่แข็งแรงและลดความขัดแย้งระหว่างผู้ร่วมทุนได้จริงต้องอาศัยเอกสารกำกับ ๓ ชั้นที่ทำหน้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ได้แก่ หนังสือบริคณห์สนธิ (เอกสารสาธารณะที่จดทะเบียนกับ DBD) ข้อบังคับของบริษัท (กฎภายในองค์กร) และ สัญญาผู้ถือหุ้น (ข้อตกลงส่วนตัวระหว่างผู้ร่วมทุน) การรู้จักทั้งสามชั้นและรู้ว่าต้องเขียนอะไรลงในแต่ละชั้น คือสิ่งที่ช่วยป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น

ชั้นที่ ๑ — หนังสือบริคณห์สนธิ (Memorandum of Association)

หนังสือบริคณห์สนธิคือเอกสาร "สาธารณะ" ฉบับแรกของบริษัท ใครก็ตรวจสอบได้ผ่านระบบของ DBD กฎหมายกำหนดให้ผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย ๒ คนลงชื่อในเอกสารนี้ก่อนจดทะเบียนบริษัท โดย ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๙๗ บัญญัติว่า

"บริษัทจำกัดนั้นจะตั้งขึ้นได้ก็แต่โดยบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปเข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิ และดำเนินการอื่น ๆ ตามบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้"
— ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๙๗

หนังสือบริคณห์สนธิต้องระบุสาระสำคัญ ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ (จังหวัด) วัตถุประสงค์ของบริษัท ทุนจดทะเบียน จำนวนและมูลค่าหุ้น และรายชื่อผู้เริ่มก่อการ โดยมูลค่าหุ้นต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ ๕ บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๑๗

"อันมูลค่าของหุ้น ๆ หนึ่งนั้น มิให้ต่ำกว่าห้าบาท"
— ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๑๗

ขั้นตอนการยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิตามคู่มือ DBD มีดังนี้: ผู้เริ่มก่อการจองชื่อนิติบุคคลผ่าน www.dbd.go.th ก่อน เมื่อได้รับอนุมัติชื่อแล้วต้องยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่นายทะเบียนอนุญาตให้จองชื่อ ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิอยู่ที่ ๕๐๐ บาท และสามารถยื่นได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

สิ่งที่ต้องระวัง: หนังสือบริคณห์สนธิสิ้นผลหากไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทภายใน ๓ ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ

ชั้นที่ ๒ — ข้อบังคับของบริษัท (Articles of Association)

ถ้าหนังสือบริคณห์สนธิคือ "ใบเกิด" ของบริษัท ข้อบังคับของบริษัทก็คือ "รัฐธรรมนูญ" ที่กำหนดว่าบริษัทบริหารงานอย่างไรภายใน ครอบคลุมเรื่องอำนาจกรรมการ วิธีออกเสียงในการประชุม วิธีจ่ายเงินปันผล และเงื่อนไขการโอนหุ้น ข้อบังคับไม่บังคับว่าต้องมี แต่ถ้าไม่มี บริษัทจะถูกบังคับด้วยบทบัญญัติมาตรฐานใน ป.พ.พ. ทั้งหมด ซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการของผู้ร่วมทุนเสมอไป

หนึ่งในเรื่องที่ข้อบังคับปรับเปลี่ยนได้คือเรื่อง "องค์ประชุม" ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๗๘ กำหนดค่าเริ่มต้นไว้ว่า

"การประชุมใหญ่ต้องมีผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะจากผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมกันไม่น้อยกว่าสองคนและมีจำนวนหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่แห่งทุนของบริษัท จึงจะสามารถลงมติในเรื่องใด ๆ ได้"
— ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๗๘

ข้อบังคับยังกำหนดได้ว่ามติธรรมดาต้องใช้เสียงข้างมากเท่าใด ส่วนมติพิเศษ (เช่น แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ หรือเลิกบริษัท) ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๙๔ กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่า

"การใดที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำโดยมติพิเศษ ที่ประชุมใหญ่ต้องลงมติในเรื่องนั้นโดยคะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน"
— ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๙๔

ข้อบังคับต้องการ "มติพิเศษ" จากผู้ถือหุ้นเพื่อแก้ไข และต้องนำไปจดทะเบียนกับ DBD ภายใน ๑๔ วันนับจากวันที่มีมติ การแก้ไขข้อบังคับโดยไม่แจ้ง DBD ทำให้ข้อบังคับใหม่ไม่มีผลทางกฎหมายกับบุคคลภายนอก

ชั้นที่ ๓ — สัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholders Agreement)

สัญญาผู้ถือหุ้นคือเอกสารที่ "ไม่จดทะเบียน" กับ DBD แต่มีพลังกฎหมายเต็มเปี่ยมระหว่างคู่สัญญา เพราะเป็นสัญญาระหว่างบุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๖๑ เอกสารชั้นนี้เหมาะสำหรับข้อตกลงที่ผู้ร่วมทุนไม่ต้องการให้สาธารณะเห็น เช่น ราคาหุ้น กลไกออกจากหุ้นส่วน หรือเงื่อนไขเฉพาะเจาะจง

ข้อตกลงสำคัญที่ควรระบุในสัญญาผู้ถือหุ้น ได้แก่:

Lock-up Period — กำหนดว่าผู้ถือหุ้นจะโอนหุ้นของตนไม่ได้ภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน เช่น ๒ หรือ ๓ ปีแรก เพื่อให้บริษัทมีเสถียรภาพและผู้ร่วมทุนทุกคนยังอยู่ครบ

Right of First Refusal (สิทธิปฏิเสธซื้อก่อน) — หากผู้ถือหุ้นคนหนึ่งต้องการขายหุ้น ผู้ถือหุ้นคนอื่นมีสิทธิซื้อหุ้นนั้นในราคาเดียวกันก่อนที่จะเสนอขายให้บุคคลภายนอก ช่วยป้องกันไม่ให้หุ้นตกไปอยู่ในมือของคนที่ผู้ถือหุ้นคนอื่นไม่ต้องการ

Tag Along / Drag Along — Tag Along คือสิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อยที่จะ "ร่วมขาย" ในราคาและเงื่อนไขเดียวกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่กำลังขาย ส่วน Drag Along คือสิทธิของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่จะ "บังคับ" ให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยขายพร้อมกัน หากได้รับข้อเสนอซื้อทั้งบริษัท

Dead Lock Resolution — กลไกแก้ไขทางตัน เช่น หากผู้ถือหุ้นถือหุ้นกัน ๕๐:๕๐ และตัดสินใจไม่ได้ ฝ่ายหนึ่งอาจเสนอราคาซื้อหุ้นอีกฝ่าย (Shotgun Clause) หรือเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

Anti-Dilution — ปกป้องผู้ถือหุ้นเดิมไม่ให้ถูก dilute เมื่อบริษัทออกหุ้นใหม่ โดยกำหนดสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มตามสัดส่วนก่อน (Pre-emptive Rights)

สิทธิในการประชุมและออกเสียงที่ผู้ถือหุ้นต้องรู้

ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิเรียกประชุมวิสามัญได้ แต่ต้องรวบรวมหุ้นให้ครบก่อน ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๗๓ บัญญัติว่า

"การประชุมวิสามัญจะต้องนัดเรียกให้มีขึ้นในเมื่อผู้ถือหุ้นมีจำนวนหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าแห่งจำนวนหุ้นของบริษัทได้เข้าชื่อกันทำหนังสือร้องขอให้เรียกประชุมเช่นนั้น ในหนังสือร้องขอนั้นต้องระบุว่าประสงค์ให้เรียกประชุมเพื่อการใด"
— ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๗๓

กล่าวคือ ผู้ถือหุ้นที่รวมกันถือหุ้นตั้งแต่ ๒๐% ขึ้นไปมีสิทธิยื่นหนังสือขอให้กรรมการเรียกประชุมวิสามัญ หากกรรมการไม่เรียกประชุมภายใน ๓๐ วัน ผู้ถือหุ้นกลุ่มนั้นมีสิทธิเรียกประชุมเองได้ตามกฎหมาย

ในการออกเสียง ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๘๒ กำหนดว่าในการลงคะแนนลับ ผู้ถือหุ้นทุกคนมีคะแนนเสียง หนึ่งเสียงต่อหุ้นหนึ่งหุ้น ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ถือหุ้นมากกว่าย่อมมีอำนาจออกเสียงมากกว่าโดยอัตโนมัติ ผู้ถือหุ้นรายย่อยจึงต้องระมัดระวังและควรกำหนดเงื่อนไขความคุ้มครองไว้ในสัญญาผู้ถือหุ้นก่อนร่วมทุน

เมื่อต้องแก้ไขเอกสาร หรือเลิกบริษัท

หากผู้ถือหุ้นต้องการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ เช่น เปลี่ยนชื่อบริษัท เปลี่ยนวัตถุประสงค์ หรือเพิ่มทุน ต้องผ่านมติพิเศษและจดทะเบียนกับ DBD ภายใน ๑๔ วัน กรณีย้ายที่ตั้งไปยังจังหวัดอื่นต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ ๒ ด้วยมติพิเศษก่อน แต่ถ้าย้ายภายในจังหวัดเดิม ไม่จำเป็นต้องใช้มติพิเศษ

กรณีที่บริษัทไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๓๗ ให้อำนาจศาลสั่งเลิกบริษัทได้ในหลายกรณี เช่น บริษัทไม่เริ่มทำการภายใน ๑ ปีนับจากจดทะเบียน หรือจำนวนผู้ถือหุ้นลดลงเหลือเพียงคนเดียว รวมถึงกรณีที่

"การค้าของบริษัททำไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียว และไม่มีทางหวังว่าจะกลับฟื้นตัวได้"
— ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๓๗ (๓)

เมื่อบริษัทเลิก กฎหมายกำหนดให้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์อย่างน้อย ๑ ครั้ง และส่งหนังสือแจ้งเจ้าหนี้ทางไปรษณีย์ภายใน ๑๔ วันนับจากวันที่มีมติให้เลิกบริษัท ก่อนดำเนินการชำระบัญชีและจดทะเบียนเสร็จสิ้น

⚖️ คำแนะนำจากเอกสยาม ชัยศร

ในประสบการณ์ด้านกฎหมายบริษัท ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในบริษัทที่มี "แค่หนังสือบริคณห์สนธิ" กับ DBD แต่ไม่มีข้อบังคับหรือสัญญาผู้ถือหุ้นเลย เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับ "ความไว้วางใจ" ซึ่งมักไม่คงทนเมื่อเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง การลงทุนเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารให้ครบ ๓ ชั้นตั้งแต่วันแรก มักถูกกว่าการฟ้องร้องกันในภายหลังเสมอ

ต้องการจัดทำสัญญาผู้ถือหุ้นหรือข้อบังคับบริษัท?

เอกสยาม ชัยศร ให้คำปรึกษาและร่างเอกสารกำกับบริษัทครบ ๓ ชั้น ตั้งแต่หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับ ไปจนถึงสัญญาผู้ถือหุ้นที่รัดกุม

ขอรับคำปรึกษา

สรุปสาระสำคัญ

  • หนังสือบริคณห์สนธิคือเอกสารสาธารณะ ต้องจดทะเบียนกับ DBD ภายใน ๓๐ วันหลังได้รับชื่อบริษัท
  • ข้อบังคับของบริษัทคือกฎภายใน แก้ไขได้ด้วยมติพิเศษ (เสียงอย่างน้อย ๓ ใน ๔) และต้องแจ้ง DBD ภายใน ๑๔ วัน
  • สัญญาผู้ถือหุ้นไม่จดทะเบียน แต่มีผลผูกพันตามกฎหมายสัญญา — เป็นชั้นที่ยืดหยุ่นที่สุด
  • ผู้ถือหุ้นรวมกัน ๒๐% ขึ้นไปมีสิทธิเรียกประชุมวิสามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๗๓
  • ทำเอกสารครบ ๓ ชั้นตั้งแต่วันแรก ดีกว่าการฟ้องร้องในภายหลังเสมอ